10 พฤติกรรมเตือนผู้สูงอายุต้องการการดูแลเป็นพิเศษ | ลูกหลานควรรู้
10 พฤติกรรมที่บอกว่าผู้สูงอายุต้องการการดูแลพิเศษมากขึ้น (สัญญาณเตือนที่ลูกหลานควรรู้)
เมื่อพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ก้าวสู่วัยชรา ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจตามวัยเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายครอบครัวอาจดูแลผู้สูงอายุได้ดีที่บ้าน แต่บางครั้งลูกหลานอาจไม่ทันสังเกตเห็น สัญญาณเตือน บางอย่างที่บ่งบอกว่าท่านต้องการการดูแลที่มากกว่าเดิม การรู้เท่าทันพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ครอบครัวเตรียมพร้อมมอบการดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสมได้ทันท่วงที ทั้งเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของท่าน ด้านล่างนี้คือ 10 พฤติกรรมสำคัญ ที่ลูกหลานควรสังเกต หากพบเห็นอย่างต่อเนื่อง นั่นอาจหมายความว่าผู้สูงอายุที่คุณรักต้องการการดูแลเป็นพิเศษมากขึ้น
1. หลงลืมและสับสนบ่อยขึ้น
อาการหลงลืมบ่อยเป็นหนึ่งในสัญญาณแรกๆ ของความเสื่อมถอยด้านความจำ เช่น การลืมวางของสำคัญ ลืมรับประทานยา ตามเวลา หรือลืมปิดเตาแก๊สและประตูบ้าน เหตุการณ์เหล่านี้หากเกิดถี่ขึ้นอาจบ่งบอกถึงภาวะสมองเสื่อมระยะแรกเริ่ม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย ข้อมูลจากกรมอนามัย ของไทยระบุว่าภาวะสมองเสื่อมสามารถชะลอได้ด้วยการกระตุ้นสมองและทำกิจกรรมที่เหมาะสม ดังนั้นหากผู้สูงอายุมีแนวโน้มหลงลืมมากขึ้น ลูกหลานควรเข้าช่วยดูแล จัดตารางเตือนความจำ หรือพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอาการ
2. จัดการชีวิตประจำวันได้ยากขึ้น
หากผู้สูงอายุเริ่มมีปัญหาในการทำกิจวัตรหรือจัดการเรื่องต่างๆ ที่เคยทำได้เอง นั่นเป็นอีกสัญญาณที่ต้องใส่ใจ เช่น ลืมจ่ายบิลค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ตรงเวลา ไม่สามารถจัดการบัญชีการเงินของตนเอง เก็บของใช้ในบ้านไม่เป็นระเบียบ หรือนัดหมายสำคัญแล้วไปผิดวันผิดเวลา พฤติกรรมเหล่านี้ชี้ว่าท่านอาจต้องการความช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวันมากขึ้น ลูกหลานควรลองเข้ามาช่วยตรวจสอบดูแลเรื่องการเงิน จัดตารางนัดหมาย หรือแบ่งหน้าที่ดูแลบ้าน เพื่อให้ชีวิตประจำวันของท่านดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย
3. การรับประทานยาและการรักษาผิดพลาด
ผู้สูงวัยที่ต้องทานยาหลายชนิดอาจเริ่มมีปัญหาในการจัดการยาอย่างถูกต้อง สังเกตได้จากการลืมทานยาตามเวลา ทานยาซ้ำเกินขนาด หรือลดเพิ่มขนาดยาด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาหมอ บางครั้งพบยายกเม็ดหล่นอยู่บนพื้นหรือยาเก่าหมดอายุยังเก็บไว้ไม่ทิ้ง พฤติกรรมเหล่านี้อาจนำไปสู่อันตรายต่อสุขภาพของท่าน จากการศึกษาพบว่าการทานยาผิดพลาดในผู้สูงอายุอาจส่งผลร้ายแรงถึงชีวิต โดยเฉพาะยาควบคุมความดันหรือยาเจือจางเลือด ดังนั้นถ้าเริ่มเห็นสัญญาณเหล่านี้ ลูกหลานควรเข้ามาช่วยจัดตารางยาให้ท่าน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่านได้รับยาครบถ้วนและตรงเวลา หรือปรึกษาเภสัชกร/แพทย์ในการจัดยาสัปดาห์และวิธีเตือนความจำในการกินยา
4. สุขอนามัยส่วนบุคคลแย่ลง
เมื่อผู้สูงอายุเริ่มละเลยการดูแลตนเองด้านความสะอาด สุขอนามัยส่วนบุคคลย่อมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด สัญญาณเช่น กลิ่นตัวแรงขึ้น เสื้อผ้าสกปรกหมักหมมไม่ยอมซัก ฟันไม่ค่อยแปรง ผมไม่หวี หรือเล็บยาวดำ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้บ่งชี้ว่าท่านอาจทำกิจวัตรประจำวันอย่างการอาบน้ำหรือแต่งตัวได้ลำบากขึ้นเอง อาจเกิดจากปัญหาการเคลื่อนไหวที่ทำให้กลัวล้มในห้องน้ำ หรืออาจเกิดจากภาวะซึมเศร้าที่ทำให้หมดแรงจูงใจดูแลตัวเอง นอกจากส่งผลต่อบุคลิกภาพแล้ว การไม่รักษาความสะอาดยังเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น การติดเชื้อทางผิวหนังหรือทางเดินปัสสาวะ ลูกหลานควรช่วยท่านในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมห้องน้ำให้ปลอดภัยขึ้น จัดหาที่นั่งอาบน้ำ หรือช่วยเตือนและช่วยเหลือในการทำความสะอาดร่างกายตามความเหมาะสม
5. บ้านไม่เป็นระเบียบและละเลยงานบ้าน
สภาพที่อยู่อาศัยสามารถสะท้อนถึงสุขภาพและความสามารถของผู้สูงอายุได้อย่างดี หากบ้านของผู้สูงวัยเริ่มรกผิดปกติ ทำความสะอาดไม่ทั่วถึง มีฝุ่นหรือคราบสกปรกสะสม หรือข้าวของวางระเกะระกะ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าท่านไม่สามารถจัดการงานบ้านได้เหมือนที่เคย ทั้งจากแรงกายน้อยลงหรือการหลงลืม บางกรณีอาหารในตู้เย็นบูดเสียเพราะลืมทิ้ง เสื้อผ้ากองพับซักล้นตะกร้า สถานการณ์เช่นนี้นอกจากจะส่งผลต่อสุขลักษณะแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย (เช่น ของเกะกะพื้นเพิ่มความเสี่ยงหกล้ม) ครอบครัวควรเข้ามาช่วยดูแลงานบ้านมากขึ้น จัดตารางทำความสะอาดบ้านหรือหาแม่บ้านช่วย เพื่อให้สิ่งแวดล้อมของท่านสะอาดปลอดภัยและเหมาะสมกับการอยู่อาศัย
6. เบื่ออาหารหรือมีน้ำหนักลดลงผิดปกติ
การเปลี่ยนแปลงด้านการกินก็เป็นอีกพฤติกรรมที่บ่งบอกสุขภาพของผู้สูงอายุ หากท่านรับประทานอาหารได้น้อยลง ไม่ค่อยเจริญอาหาร หรือมีน้ำหนักตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่มีสาเหตุ ควรเฝ้าระวัง ภาวะเบื่ออาหารอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ปัญหาสุขภาพช่องปาก (ฟันและเหงือกทำให้เคี้ยวยาก) การรับรู้รสชาติที่ลดลง หรือผลข้างเคียงจากยา นอกจากนี้ภาวะซึมเศร้าหรือความเหงาก็ทำให้ผู้สูงวัยไม่อยากกินข้าวได้เช่นกัน ผลที่ตามมาคือท่านอาจขาดสารอาหาร ร่างกายอ่อนแอ และมีภูมิต้านทานต่ำลง ลูกหลานควรสังเกตว่าท่านทานอาหารครบมื้อหรือไม่ มีอาหารบูดค้างในตู้เย็นหรือเปล่า หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรพาไปตรวจสุขภาพ ปรึกษานักโภชนาการ และจัดหาอาหารที่เคี้ยวง่ายมีประโยชน์ กระตุ้นให้ท่านทานอาหารเป็นประจำเพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร
7. การเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงหรือทรงตัวได้ไม่ดี
เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อและข้อต่อย่อมเสื่อมลงทำให้การทรงตัวและการเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วเหมือนเดิม สัญญาณที่สังเกตได้รวมถึง เดินช้าลง ลุกนั่งลำบาก ต้องใช้เฟอร์นิเจอร์ช่วยพยุงเวลาลุกยืน หรือรู้สึกเวียนศีรษะเวลาลุกเปลี่ยนอิริยาบถ ผู้สูงอายุบางคนอาจเริ่มหลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดหรือเดินระยะไกลเพราะรู้สึกไม่มั่นคง พฤติกรรมเหล่านี้หมายความว่าความแข็งแรงของร่างกายลดลงมากจนอาจรบกวนชีวิตประจำวัน หากไม่มีคนช่วยก็เสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ครอบครัวควรพิจารณาจัดหาผู้ช่วยเหลือหรืออุปกรณ์ช่วยเดิน (เช่น ไม้เท้าหรือรถเข็น) รวมถึงปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสม เช่น ติดราวจับทางเดิน เพิ่มแสงสว่าง และเก็บของที่เกะกะพื้นออก เพื่อป้องกันการสะดุดหกล้ม
8. หกล้มหรือได้รับบาดเจ็บบ่อยครั้ง
การหกล้มในผู้สูงอายุเป็นเรื่องใหญ่ เพราะกระดูกและร่างกายของท่านเปราะบางกว่าวัยหนุ่มสาวมาก หากพบว่าผู้สูงวัยมีรอยฟกช้ำดำเขียวตามตัวบ่อยๆ โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุจากอะไร หรือมีเหตุให้พลัดตกหกล้มบ่อยครั้ง นั่นคือธงแดงสำคัญที่บ่งบอกว่าท่านต้องการการดูแลใกล้ชิดขึ้น กรมควบคุมโรค เปิดเผยข้อมูลในปี 2568 ว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุไทยมีการหกล้มในแต่ละปี และแต่ละปีมีผู้สูงวัยเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มหลายหมื่นราย การหกล้มไม่เพียงทำให้เกิดกระดูกหักหรือบาดเจ็บรุนแรง แต่ยังส่งผลกระทบทางจิตใจทำให้ผู้สูงอายุกลัวการเคลื่อนไหวและยิ่งซึมเศร้า ดังนั้นหากเกิดเหตุหกล้มแม้เพียงครั้งเดียว ลูกหลานไม่ควรมองข้าม ควรประเมินสภาพบ้านว่าปลอดภัยพอหรือไม่ พาท่านไปตรวจเช็คร่างกาย และจัดให้มีคนคอยดูแลใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
9. แยกตัวจากสังคมและรู้สึกโดดเดี่ยว
ผู้สูงอายุที่เคยร่าเริงเข้าสังคม หากช่วงหลังเริ่มเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่สนใจงานอดิเรก ที่เคยโปรดปราน หรือปฏิเสธการพบปะญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง นั่นอาจสะท้อนว่าท่านกำลังรู้สึกเหงาหรือมีปัญหาสุขภาพจิต จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (การสำรวจประชากรสูงอายุปี 2567) พบว่าประมาณ 12.9% ของผู้สูงอายุไทยอาศัยอยู่ตามลำพังคนเดียว การอยู่คนเดียวมากๆ และขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอาจนำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยวและภาวะซึมเศร้าได้ ครอบครัวจึงควรเอาใจใส่สังเกตพฤติกรรมการเข้าสังคมของผู้สูงวัย หากท่านแยกตัวมากขึ้น ควรหาโอกาสพูดคุยให้กำลังใจ พาท่านออกไปร่วมกิจกรรมนอกบ้าน เที่ยวพักผ่อน หรือส่งเข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อให้ท่านยังรู้สึกถึงการมีคุณค่าและไม่โดดเดี่ยว
10. อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หรือมีภาวะซึมเศร้า
การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างสุดขั้วในผู้สูงอายุถือเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม หากท่านมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวผิดปกติ โกรธง่ายขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน หรือในทางกลับกันมีลักษณะซึมเศร้า เฉื่อยชา ร้องไห้บ่อย และพูดถึงความหมดหวังหรือน้อยใจในชีวิต สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ถึงความเปราะบางทางจิตใจที่ต้องการการดูแลใกล้ชิด สาเหตุอาจมาจากความเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง โรคซึมเศร้า การรู้สึกสูญเสียความสามารถของตนเอง หรือแม้แต่ผลข้างเคียงยาบางชนิด อารมณ์ที่แปรปรวนไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้สูงวัยเอง แต่ยังอาจกระทบต่อคนรอบข้าง มีการสำรวจทางการแพทย์พบว่า ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยมีภาวะซึมเศร้าซ่อนเร้นเพราะไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ลูกหลานควรพูดคุยเปิดใจรับฟังความรู้สึกของท่าน หากสงสัยภาวะซึมเศร้าควรพาไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุหรือจิตแพทย์ การได้รับการรักษาและความเอาใจใส่ด้านจิตใจอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สรุป
พฤติกรรมทั้ง 10 ข้อนี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าผู้สูงอายุอาจต้องการการดูแลพิเศษมากกว่าเดิม ลูกหลานควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ของคนที่เรารัก เพราะหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่อุบัติเหตุหรือปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้นได้ การเตรียมพร้อมรับมือแต่เนิ่นๆ เช่น ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หาผู้ดูแลผู้สูงอายุมาช่วย หรือพิจารณาใช้บริการ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่มีความพร้อม จะช่วยให้ท่านได้รับการดูแลที่เหมาะสมทันเวลา มีความปลอดภัย และมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต เท่ากับเป็นการแสดงความรักและความกตัญญูของลูกหลานผ่านการดูแลเอาใจใส่อย่างแท้จริง [ติดต่อสอบถาม]
บทความที่คุณอาจสนใจ
อาการปวดเมื่อยในผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม
การดูแลผู้สูงอายุที่เป็นอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม
งานอดิเรกสำหรับผู้สูงอายุ เพิ่มคุณค่าและความสุขในการใช้ชีวิต
อาการที่บ่งบอกว่า “คุณมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป”