ผู้สูงอายุอยู่คนเดียว เสี่ยงอัลไซเมอร์จริงไหม? วิธีป้องกันที่ครอบครัวควรรู้ | ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุอยู่คนเดียว เสี่ยงอัลไซเมอร์จริงไหม? และครอบครัวช่วยป้องกันได้อย่างไร
ในสังคมปัจจุบัน ลูกหลานวัยทำงานจำนวนมากไม่สามารถอยู่ดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุได้ตลอดเวลา ทำให้ผู้สูงอายุหลายท่านต้อง อยู่บ้านคนเดียวเป็นเวลานาน คำถามสำคัญที่ครอบครัวมักกังวลคือ การอยู่ลำพังแบบนี้ เสี่ยงอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อมจริงหรือไม่ และถ้าเลี่ยงไม่ได้ ครอบครัวจะช่วยป้องกันได้อย่างไรบ้าง
จากการสำรวจและงานวิจัยด้านผู้สูงอายุหลายฉบับพบว่า ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ไม่ได้มีแค่อายุที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึง การขาดการกระตุ้นสมอง การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และความรู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเป็นเวลานาน
ทำไมผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวจึงเสี่ยงอัลไซเมอร์มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุอธิบายว่า สมองของคนเราจำเป็นต้องได้รับการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ หากผู้สูงอายุมีชีวิตประจำวันซ้ำ ๆ ไม่มีกิจกรรม ไม่ได้พูดคุยหรือมีเป้าหมายในแต่ละวัน สมองจะถูกใช้งานน้อยลง ส่งผลให้การทำงานด้านความจำ การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจค่อย ๆ ลดลง
นอกจากนี้ จากการศึกษาด้านจิตวิทยาผู้สูงอายุพบว่า ความเหงาและภาวะซึมเศร้า มีความสัมพันธ์กับการเสื่อมถอยของสมอง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่บ้านลำพังและไม่มีคนพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ
สัญญาณเตือนที่ครอบครัวไม่ควรมองข้าม
แม้ผู้สูงอายุจะยังช่วยเหลือตัวเองได้ แต่หากเริ่มมีสัญญาณเหล่านี้ ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ
- หลงลืมบ่อยขึ้นกว่าปกติ เช่น ลืมกินข้าว ลืมนัดหมาย
- ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ หรือใช้เวลาส่วนใหญ่นอนหรือดูทีวี
- อารมณ์แปรปรวน เหงา หงุดหงิดง่าย
- ไม่ค่อยสื่อสารกับผู้อื่น แม้จะมีคนโทรมาหา
สัญญาณเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ซึ่งหากได้รับการดูแลและกระตุ้นอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยชะลอการพัฒนาไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้
วิธีที่ครอบครัวช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ได้ แม้ไม่ได้อยู่ด้วยตลอดเวลา
ข่าวดีคือ แม้ลูกหลานจะไม่สามารถอยู่ดูแลใกล้ชิดทุกวัน แต่ยังมีหลายวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้
1. วางแผนกิจกรรมกระตุ้นสมองอย่างสม่ำเสมอ
จากแนวทางด้าน Brain Exercise และ Brain Training พบว่า กิจกรรมง่าย ๆ เช่น เกมฝึกความจำ งานศิลปะ ดนตรีบำบัด หรือกิจกรรมที่ต้องใช้การคิดและการเคลื่อนไหวร่วมกัน สามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. เพิ่มปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
การโทรศัพท์ พูดคุยผ่านวิดีโอคอล หรือให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มในชุมชนหรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ช่วยลดความเหงาและทำให้สมองได้ทำงานผ่านการสื่อสาร
3. ดูแลสุขภาพกายควบคู่ไปกับสุขภาพสมอง
งานวิจัยด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูพบว่า การออกกำลังกายเบา ๆ สำหรับผู้สูงอายุ เช่น เดิน ยืดเหยียด หรือกายภาพบำบัด มีส่วนช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง และช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม
ทางเลือกสำหรับครอบครัวที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง
สำหรับครอบครัวที่กังวลว่าผู้สูงอายุจะ ขาดการกระตุ้นสมองและคุณภาพชีวิต การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยคลายความกังวลได้
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มี โปรแกรมกิจกรรมบำบัด การฝึกสมอง ดนตรีบำบัด และกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่า มีเป้าหมายในแต่ละวัน สามารถช่วยทั้งป้องกันและบรรเทาภาวะสมองเสื่อม รวมถึงช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมาย ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
สำหรับ MyLuck Nursing Home เราให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม ไม่ใช่เพียงการดูแลด้านร่างกาย แต่ยังเน้น การดูแลสมอง จิตใจ และคุณค่าของชีวิต เพื่อให้ผู้สูงอายุทุกท่านรู้สึกว่าทุกวันยังมีความหมายและมีสิ่งที่รอให้ทำเสมอ
บทความที่คุณอาจสนใจ
5 อุบัติเหตุที่เกิดบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ พร้อมวิธีป้องกันที่ทำได้จริงในบ้าน
3 ของขวัญวันพ่อสุดสร้างสรรค์สำหรับผู้สูงอายุวัย 65–80 ปี | ไอเดียอบอุ่นปลอดภัย ปี 2025
DIY ลอยกระทงสำหรับผู้สูงอายุ ทำง่าย ปลอดภัย ใช้ของในบ้านได้
หลังผ่าตัดแล้ว ต้องเช็กอะไรบ้าง? - MyLuck Nursing Home