สายตาพร่ามัวในผู้สูงอายุ เกิดจากวัยหรือกำลังเสี่ยงโรคตา?
สายตาพร่ามัวในผู้สูงอายุ เกิดจากวัยหรือกำลังเสี่ยงโรคตา?
เมื่ออายุมากขึ้น การมองเห็นอาจไม่คมชัดเหมือนเดิม หลายคนจึงคิดว่าอาการ มองไม่ชัด สายตาพร่ามัว หรืออ่านหนังสือลำบาก เป็นเรื่องธรรมดาของผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้อาจเกิดได้ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงตามวัย และจากโรคตาที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษา
โดยเฉพาะหากสายตาค่อย ๆ แย่ลง หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะโรคตาบางชนิดอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้
สายตาเปลี่ยนไปตามวัย เกิดขึ้นได้อย่างไร?
เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ โครงสร้างและการทำงานของดวงตาจะเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ เช่น เลนส์ตายืดหยุ่นน้อยลง ทำให้การปรับโฟกัสระยะใกล้ทำได้ยากขึ้น จึงอาจต้องถือหนังสือหรือโทรศัพท์ให้ไกลกว่าเดิม หรือต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นขณะอ่านหนังสือ
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการ ตามัวมากขึ้นเรื่อย ๆ มองเห็นภาพบิดเบี้ยว ลานสายตาแคบลง หรือการมองเห็นลดลงผิดปกติ อาจไม่ใช่เพียงความเสื่อมตามวัย
4 โรคตาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ
1. ต้อกระจก
เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่นมัว ซึ่งพบได้มากขึ้นตามอายุ ทำให้แสงผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้น้อยลง
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- มองเห็นภาพมัวคล้ายมีหมอกบัง
- สีของสิ่งต่าง ๆ ดูซีดลง
- มองเห็นไม่ชัดในที่มืด
- แพ้แสงหรือเห็นแสงฟุ้ง
- สายตาค่อย ๆ แย่ลง
ต้อกระจกสามารถรักษาได้ โดยจักษุแพทย์จะประเมินความรุนแรงและความเหมาะสมในการผ่าตัด
2. ต้อหิน
ต้อหินเป็นโรคที่ทำลายเส้นประสาทตา และเป็นหนึ่งในโรคที่ต้องระวัง เพราะในระยะแรกผู้ป่วยจำนวนมากอาจ แทบไม่มีอาการผิดปกติ
เมื่อโรคดำเนินไป อาจเริ่มสูญเสียลานสายตารอบข้าง ทำให้มองเห็นแคบลงเรื่อย ๆ และการมองเห็นที่สูญเสียจากต้อหินไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ดังนั้น การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญมาก
3. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมตามอายุ
เป็นความเสื่อมบริเวณส่วนกลางของจอประสาทตา ซึ่งเป็นบริเวณสำคัญต่อการมองเห็นรายละเอียด
ผู้สูงอายุอาจสังเกตว่า
- มองตรงกลางภาพไม่ชัด
- เห็นภาพบิดเบี้ยว
- เส้นตรงดูเหมือนคดหรือโค้ง
- มีจุดดำหรือเงาบริเวณกลางภาพ
- อ่านหนังสือหรือจำใบหน้าคนได้ยากขึ้น
หากเริ่มมีความผิดปกติเหล่านี้ ควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์
4. เบาหวานขึ้นจอตา
สำหรับผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำลายหลอดเลือดบริเวณจอประสาทตาได้
ระยะแรกอาจยังไม่มีอาการชัดเจน แต่เมื่อโรครุนแรงขึ้นอาจมีอาการตามัว เห็นจุดหรือเงาดำ และการมองเห็นลดลง การควบคุมระดับน้ำตาลและตรวจตาตามคำแนะนำของแพทย์จึงมีความสำคัญอย่างมาก
อาการแบบไหนไม่ควรรอ?
หากผู้สูงอายุมีอาการผิดปกติทางสายตา โดยเฉพาะ การมองเห็นลดลงอย่างฉับพลัน ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
อาการที่ควรให้ความสำคัญ เช่น
- อยู่ ๆ มองเห็นไม่ชัดหรือมองไม่เห็น
- ปวดตามากร่วมกับตาแดงและตามัว
- เห็นแสงวาบหรือจุดลอยเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน
- รู้สึกเหมือนมีม่านหรือเงาดำบังการมองเห็น
- มองเห็นภาพบิดเบี้ยวผิดปกติ
- ลานสายตาแคบลง
- สายตาข้างหนึ่งแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
อาการบางอย่างอาจสัมพันธ์กับภาวะทางตาที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว จึงไม่ควรรอดูอาการด้วยตนเอง
ผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพดวงตาอย่างไร?
การดูแลดวงตาไม่จำเป็นต้องรอให้เริ่มมองไม่ชัด ผู้สูงอายุควรตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีประวัติโรคต้อหินในครอบครัว
นอกจากนี้ควรสวมแว่นกันแดดเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง รับประทานอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์ ไม่สูบบุหรี่ ควบคุมโรคประจำตัว และหากต้องใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่ง ควรใช้อย่างต่อเนื่องและถูกวิธี
อย่าคิดว่า “ตามัวเพราะแก่” เสมอไป
สายตาที่เปลี่ยนแปลงตามวัยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ อาการพร่ามัวหรือการมองเห็นที่ลดลงไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นเรื่องของอายุเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเป็นสัญญาณของต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือเบาหวานขึ้นจอตา
การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต
มายลักษณ์ เนอร์สซิ่งโฮม ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงแบบครบวงจร ดูแลใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมใส่ใจการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
บทความที่คุณอาจสนใจ
อาการปวดเมื่อยในผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม
โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุหลงๆลืมๆ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
อย่าปล่อยให้ผู้สูงอายุล้ม เพราะอาจเกิดปัญหาต่างๆตามมา